รู้ทัน โรคเซลล์ประสาทเสื่อม (เอแอลเอส)

0
1394

โรคเซลล์ประสาทเสื่อม

โรคเซลล์ประสาทเสื่อม หรือ โรคเอแอลเอส (amyotrophic lateral sclerosis (ALS)) เป็นโรคไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก แต่เรามักจะได้ยินข่าวว่ามีคนดังหลายคนที่เป็นโรคนี้ เช่น พเยาว์ พูลธรัตน์ นักชกเหรียญทองแดงกีฬาโอลิมปิกคนแรกของไทย สตีเฟน ฮอว์กิง นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เจ้าของทฤษฎีหลุมดำ (black hole) หรือจากกิจกรรมเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2557 คนทั่วโลกได้ร่วมกิจกรรมเทน้ำเย็นราดตัวหรือไอซ์ บัคเก็ต ชาเลนจ์ (ice bucket challenge) พร้อมทั้งบริจาคเงินช่วยผู้ป่วยโรคนี้ โรคเอแอลเอสนี้ โรคนี้พบได้น้อยเพียง 4-6 ต่อประชากร 100,000 คน มักเกิดกับผู้สูงวัย อายุ 65 ปีขึ้นไป พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง

ระบบประสาทมีความสำคัญต่อชีวิตอย่างมาก ระบบประสาทประกอบด้วยเซลล์ 2 ประเภท คือ นิวรอน (neuron) หรือ เซลล์ประสาทพ (nerve cell) เป็นเซลล์หลักของระบบประสาท และเกลีย (glia) เป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารให้เซลล์ประสาท ระบบประสาทจะมีหน้าที่ออกคำสั่งในการทำงานของกล้ามเนื้อ ควบคุมการทำงานของอวัวยะต่างๆ ในร่างกาย และประมวลข้อมูลที่รับมาจากประสาทสัมผัสต่างๆและสร้าคำสั่งให้อวัยวะต่างๆนั้นทำงาน

โรคเซลล์ประสาทเสื่อม หรือเอแอลเอส เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ที่บริเวณสมองและไขสันหลัง สูญเสียการนำคำสั่งในการทำงานมายังกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแขน ขา และ ลำตัวอ่อนแรง กลืนลำบาก และพูดไม่ชัด แต่ไม่ใช่โรคกล้ามเนื้อโดยตรง

ปัจจัยที่ทำให้เซลล์ประสาทเสื่อม ยังไม่สรุปชัดเจน แต่มักพบในกลุ่มเสี่ยง เช่น มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ เป็นนักกีฬาโดยเฉพาะกีฬาที่มีการปะทะ ทหารโดยเฉพาะทหารผ่านศึก เกิดจากไวรัส เกิดพร้อมกับโรคอื่นๆร่วม เช่น มะเร็งบางชนิด การสูบบุหรี่และการดื่มสุราเป็นจำนวนมากติดต่อกนยาวนาน จากสารพิษ เช่นโลหะหนัก สารรังสี หรือเกิดจาการเสื่อมของเซลล์เอง อันเนื่องจากอายุที่มากขึ้น

ผู้ป่วยจะมีอาการแรกเริ่มด้วยกลืนลำบาก กล้ามเนื้อหลายตำแหน่งเต้นพลิ้วเป็นระยะ และค่อยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นได้ทั้ง แขน ขา มือ ผู้ป่วยจะรู้สึกเมื่อยล้า ยกแขนไม่ขึ้น หยิบของขนาดเล็กไม่ถนัด ใส่รองเท้าแตะแล้วหลุดง่าย มีอาการปวดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการดังกล่าวจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ผู้ป่วยยังสามารถควบคุมการถ่ายอุจาระและปัสสาวะได้ ไม่มีอาการชา ไม่มีอาการผิดปกติด้านความจำ ระดับความรู้สึก ในช่วงสุดท้ายของโรค ผู้ป่วยจะกลืนอาหารและน้ำไม่ได้ สำลัก หอบเหนื่อย หายใจลำบาก และไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้เลย การเสียชีวิตเกิดจากระบบหายใจล้มเหลวเพราะกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจไม่ทำงาน หรือจากการติดเชื้อในปอดเนื่องจากสำลักอาหารและน้ำ ระยะเวลาโดยเฉลี่ยของโรคนี้จนถึงเสียชีวิตประมาณ2-4 ปี

ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวคือ “ยาไรลูโซล” (riluzole) ที่ได้รับการยอมรับโดยองค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริการให้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเอแอลเอส ยาตัวนี้จะออกฤทธิ์ต้านสารกูลตาเมต จึงช่วยลดการทำลายเซลล์ประสาทในไขสันหลังและสมอง สามารถยืดอายุผู้ป่วยได้ราว 3-6 เดือน แต่ไม่สามารถหยุดอาการของโรคได้ นอกจากนี้ก็รักษาแบบประคับประคองตามอาการที่เป็นทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง เช่นยาลดน้ำลาย ยาแก้ท้องผูก การทำกายภาพบำบัดเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และชะลอการลีบฝ่อ โดยการฝึกพูด ฝึกกลืน การให้ออกซิเจนเมื่อผู้ป่วยเหนื่อย การรับประทานอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ

โรคเซลล์ประสาทเสื่อมหรือเอแอลเอส ทำให้ผู้ป่วยจะเกิดความเครียได้ง่ายเพราะรู้ตัวว่าโรคนี้รักษาไม่ได้ ดังนั้นการทำความเข้าใจกับโรค ยอมรับอาการที่จะเกิดขึ้น รวมทั้งการได้รับกำลังใจและการดูแลที่ดีจากบุคคลรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยมีแรงจะสู้กับโรคนี้ได้ มีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข บางครั้งเราไม่สามารถกำหนดให้ร่างกายเราหายจากโรคได้ แต่เราสามารถกำหนดจิตของเราให้ไม่ทุกข์ตามโรคได้นะคะ